Pages
วันพฤหัสบดีที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2553
Jimi Hendrix (จิมิ เฮนดริกซ์)
เจ้าพ่อ Neo-Classic Yngwie Malmsteen
ชื่อเต็ม : ลาร์ โยฮันน์ อิงเวย์ ลานเนอร์บัค
วันเกิด : 30 มิถุนายน 1963
เกิดที่ : กรุงสตอล์คโฮม ประเทศสวีเดน
อิง เวย์ มาลม์สตีน นับเป็นมือกีต้าร์แนวฮาร์ดร็อค ที่มีเทคนิคยอดเยี่ยมที่สุดคนหนึ่งใน ทศวรรษ 80 เขาผนวกเทคนิคเฉพาะตัวขึ้นที่เกิดจากการฝึกซ้อมอย่างหนัก กับแนวเพลงคลาสสิคที่เขาหลงไหลอย่างเพลงของ บ๊าค, บีโธเฟ่น, และพากานินี่ เพลงที่อิงเวย์ มาลม์สตีน แต่งจะมีเอกลักษณ์ในการรวมเอาเพลงแนวบาโร้ค และ เพลงแบบกอธิคเข้าไว้ด้วยกัน รวมทั้งการเล่นโซโล่ที่รวดเร็ว งานของเขาถือได้ว่าเป็นการพลิกโฉมวงการกีต้าร์เฮฟวี่เมทัล อย่างแท้จริง อัลบั้มแรกของอิงเวย์ชื่อว่า Rising Force เป็นเพลงบรรเลงเกือบทั้งหมด อัลบั้มชุดนี้เป็นงานที่จุดประกาย ให้เกิดปรากฏการณ์ ที่นักกีต้าร์หลายคนในยุคทศวรรษที่ 80 เรียกว่า เทคนิคการเล่นกีตาร์แบบ "ชเร็ดดิ้ง" ของอิงเวย์เป็นเทคนิคที่เน้นความเร็ว ที่เร็วจนเกือบจะเป็นไปไม่ได้ อิงเวย์ออกอัลบั้มมาหลายชุด
ในทศวรรษ 80 แต่เพลงในแต่ละชุดใช้เทคนิคที่ไม่ต่างจากในอัลบั้ม Rising Forceเท่าใดนัก ทำให้นักวิจารณ์โจมตีอิงเวย์ ว่าไม่มีพัฒนาการทางดนตรี ทั้งยังมีผู้วิจารณ์ว่า อิงเวย์เป็นศินปินอีโก้จัด ที่เอาแต่เล่นดนตรีน่าเบื่อ เน้นเทคนิคเกินไป จนเพลงฟังดูเหมือนทำจากเครื่องจักรกล ไร้ซึ่งอารมณ์ และความรู้สึก
แต่ อิงเวย์ก็โต้ว่า เขาเล่นดนตรีแนวที่เขารัก จึงไม่คิดที่จะพัฒนาไปเล่นแนวอื่นอีก และความรักของเขาที่มีต่อเพลง ยังได้ถูกถ่ายทอดลงในงานของเขาเป็นอย่างดี ทั้งยังบอกว่า คนที่เลียนแบบเขาต่างหาก ที่ทำได้ไม่ดีเข้าขั้นมาตรฐาน ทำให้เพลง กลายเป็นเพียงเครื่องมือสำหรับให้มือกีต้าร์ โชว์เทคนิค จนลืมองค์ประกอบอื่น ๆ ของเพลงไป
ช่วงปลายทศวรรษ 80 แฟนเพลงเมทัลก็เลิกนิยมอิงเวย์ แม้แต่แฟนเพลงที่เป็นศิลปินอยู่ในวงการเดียวกัน ซึ่งเคยติดตามผลงานเขามาตลอด ยังเบื่อเขา แถมยังเลิกที่จะพยายาม ทำความเข้าใจเพลงของเขาอีกต่อไป เนื่องจากกว่าจะเล่นได้แบบเขา จะต้องใช้เวลาในการฝึกฝนนานเกินไป จากนั้นก็ถึงยุคตกต่ำของอิงเวย์ เกิดเหตุสะเทือน
ใจกับเขามากมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอุบัติเหตุ หรือเรื่องเศร้าในครอบครัว แต่อิงเวย์ก็ยังมีมานะ กลับมาสร้างผลงานอีกครั้ง โดยครั้งนี้เขาสังกัดค่ายอิสระ แต่แนวเพลงยังคงเป็นแนวนีโอคลาสสิกเช่นเดิม
อิงเวย์ มัลสตีน สมัยเด็กเป็นเด็กเกเร จนคุณแม่พยายาม ให้เขาเล่นดนตรีตั้งแต่เด็ก เพื่อให้หนทางให้เขาได้ระบายออก แต่ก็ไม่สำเร็จในช่วงแรก เพราะเขาไม่สนใจดนตรีเลย แต่พออิงเวย์อายุได้ 7 ปีเขาก็ได้ดูรายการพิเศษ เกี่ยวกับการเสียชีวิตของ จิมมี่ เฮนดริกซ์ ในรายการนั้น มีเทปบันทึกการแสดงสดครั้งที่ จิมมี่ เฮนดริกซ์ เผากีต้าร์บนเวที อิงเวย์จึงเกิดหลงใหลในกีต้าร์ทันที เขาเริ่มหัดเล่นเพลงของ จิมมี่ เฮนดริกซ์ และ Deep Purple แนวการเล่นของ ริทชี่ แบล็คมอร์ มือกีต้าร์ของ Deep Purple ทำให้อิงเวย์สนใจเพลงคลาสสิก การที่พี่สาวของอิงเวย์แนะนำให้เขาได้รู้จักเพลงของ บ๊าค บีโธเฟ่น วิวัลดี้ และ โมซาร์ต ถือเป็นการเปิดโลกทรรศน์ทางดนตรีใหม่ ๆ ให้เขา
Joe Satriani
Joe Satriani เกิดที่ Westbury,New York วันที่ 15 July 1956 โจเริ่มเล่นกีตาร์ เมื่อ อายุ 14 ปี ในปี 1971 เขาเริ่มสอนถ่ายทอดความรู้กีตาร์ ที่เขามีอยู่ให้คนอื่น โดยสอนอยู่ที่บ้าน ของเขา เขาทำอย่างนี้ อยู่ได้ 3 ปี และ Steve Vai (สตีฟ วาย) ก็เป็นลูกศิษย์ คนแรกของเขา นับได้ว่าโจ เป็นผู้ที่ทำให้ สตีฟ วาย เป็นมือกีตาร์ระดับโลกจนทุกวันนี้ ปี 1974 โจ ได้ไปเรียน แนว Modern Jazz กับอาจารย์ 2 คนคือ Billy Bauer ที่ Glen Cove, New York เป็นเวลา 3 อาทิตย์ และ กับ Lennie Tristano ที่ Queens,New York เป็นเวลา 2 เดือน ทำให้เค้าได้เก็บเกี่ยวความรู้ เพิ่มไปอีก จากนั้น ในปี 1978 เขาเริ่มเป็นอาจารย์สอน ที่ Second Hand Guitars ที่ Berkeley, Califonia ลูกศิษย์ ของ เขา มีหลายคนที่ดัง อาทิเช่น David Bryson (counting Crows),Kirk Hammett (Metallica), Larry Lalonde (Primus), และ Charlie Hunter, Alex Skolnick และยังมีอีกหลายคน ที่เขาได้สอน และจุดประกายให้ลูกศิษย์ ของเขา สามารถสร้างผลงาน สุดยอดขึ้นมาได้ ในปี 1979
โจได้ตั้งวงดนตรี Pop ชื่อ The Squares ที่
เมื่อทำเสร็จ Steve Vai ได้ช่วยนำอัลบัมนี้ไปเสนอให้กับ บริษัท Relativity Records. เดือน กันยายน 1986 เค้าได้ออกทัวร์ คอนเสริท์ กับ นักดนตรี ป๊อบร็อค ชื่อ Greg Kihn ในระหว่างเซ็นสัญญากับ Relativity จนเมื่อ เดือน พฤศจิกายน 1986 ได้ออกอัลบัม Not Of This Earth ในสังกัดRelativity Recoard 15 เดือนหลังจากอัดเสร็จ เดือน ธันวาคม 1986 เซ็นสัญญากับ Relativity Record และเตรียมทำชุด Demo ของเพลง ที่จะออกในอัลบัม "Surfing With The Alien" จนเมื่อ ตุลาคม 1987 ก็ออกอัลบัม Surfing With The Alien" ชุดนี้เป็นอะไรที่สุดยอดมาก เขาได้สร้างสำเนียงกีตาร์ ที่เป็นเอกลักษณ์ ของเขา ชุดนี้ ได้ยอดขายมากกว่า 1 ล้านแผ่น เฉพาะ ใน อเมริกา และได้รางวัลแผ่นเสียงทองคำ เดือน กุมภาพันธ์ 1988 ออกทัวร์ กับ Mick Jagger โจเป็น มือ Soloระหว่างออกทัวร์ชุด Surfing ก็ได้มีการทำเทปบันทึกการแสดงสดด้วย ชุด Dreaming#11 เดือน พฤศจิกายน 1988 อัลบัมแสดงสดนี้ ได้รับรางวัล Grammy และ รางวัลแผ่นเสียงทองคำ เดือน ตุลาคม 1989 ออกอัลบัม Flying in a blue dream ได้รางวัลแกรมมี่ อีกครั้ง ชุดนี้ ขายได้ มากกว่า750,000 แผ่น
เดือน กรกฏาคม 1992 ออกอัลบัม Extreamist เป็นชุดที่ได้รับการยกย่องว่า บันทึกเสียงได้ยอดเยี่ยมมาก ได้รางวัลแผ่นเสียงทองคำ และ แกรมมี่ ติดอับดับ 24 ของ Billboard ในเพลงSummer song เดือน ตุลาคม 1993 ออกอัลบัม Time Machine เป็นอัลบัมพิเศษ ที่ 2 แผ่น แผ่นแรกเป็นเพลง ชุดเก่า และเพลงใหม่ 3 เพลง และแผ่นที่ 2 เป็นบันทึกการแสดงสด เดือนตุลาคม1994 Time Machine ได้รางวัลแผ่นเสียงทองคำ และโจได้เริ่มทำอัลบัมชุดที่ 7 ชุดนี้ ในนามของตัวเอง และออกในปี 1995 ในชื่อชุด You're My World ได้รับรางวัล แกรมมี่ ปี 1996 ได้ร่วมกับ Steve Vai และ Eric Johnson ทำทัวร์คอนเสริท์ G3 ออกทัวร์ทั่ว อเมริกาเหนือ 24 วัน และได้ออกทัวร์ ในประเทศ ต่างๆ จนจบปี 1997 ปี 1998 ออกอัลบัมชุดที่ 8 ชื่อ Crystal Planet ผลิตโดย Mike Fraserในปี 1998 นี้ เพลง Summer Song จาก คอนเสริท์ G3 ได้รับรางวัล แกรมมี่ และเริ่มทัวร์ คอนเสริท์ ชุด Crystal Planet ใน อเมริกา ทุกวันนี้มือกีตาร์รุ่นใหม่หลายคนได้ยึดโจ เป็นแบบอย่างในการเล่นกีตาร์ เนื่องจากเทคนิดแปลกๆ ในการสร้างเสียงและ สำเนียงที่ เล่นได้กลมกลืนกับเทคนิคในการสร้างเสียงจึง ทำให้ได้แบบฝึกต่างๆ อีกมากมาย
ที่มาจาก : www.guitarthai.com
Nuno Bettencourt : The Last Guitar Hero
Nuno Bettencourt!!! คุณอาจสงสัยว่าเขาเป็นใคร ? เอาเป็นว่าถ้าเอ่ยชื่อ "More Than Words" บทเพลงบัลลาดอมตะนิรันดร์กาลจากอัลบั้ม Pornograffitti ของวง Extreme ที่ยังได้รับความนิยมตลอดมา แม้ทุกวันนี้รายการวิทยุในบ้านเรายังเปิดออกอากศให้ได้ยินกันอยู่ทุกวัน และก็เป็นบทเพลงเดียวกันกับที่เคยถูกวงป็อบยอดนิยมอย่าง West Life นำไปคัฟเวอร์จนโด่งดัง ( อีกครั้ง )… คงนึกกันออกแล้วใช่ไหม ? ก็ Nuno คนนี้นี่เองที่เป็นเจ้าของและเป็นผู้แต่งเพลงนี้จนประสบความสำเร็จชนิดที่ว่าเกิดเป็นปรากฏการณ์ครั้งสำคัญหน้าหนึ่งของวงการร็อคเลยทีเดียว
More Than Words จะเป็นเพลงบัลลาดหวานๆที่นับได้ว่าเป็นซิงเกิลที่ประสบความสำเร็จสูงสุดของวง โดยสามารถก้าวขึ้นไปติดอันดับ 1 บนช้าต Billboard อันดับ 2 ช้าตเพลงยอดนิยมของอังกฤษและติดอันดับท็อปช้าตในเกือบทุกประเทศทั่วโลก แต่วง Extreme คือวงดนตรีที่มีพื้นฐานของความร็อค โดยมีส่วนผสมของดนตรีฮาร์ดร็อคและฟังค์กี้เป็นส่วนสำคัญ
แม้ว่าเราจะปฏิเสธไม่ได้เลยว่า Nuno คือแกนนำคนสำคัญของ Extreme เพราะนอกจากจะเป็นมือกีตาร์แล้ว เขายังมีบทบาทในด้านของการประพันธ์เพลง เรียบเรียงดนตรี ดูแลกำกับทิศทางของวง รวมถึงการรับหน้าที่เป็นโปรดิวเซอร์ให้กับวงเองด้วย จุดนี้เองที่ทำให้ Nuno ได้รับการยอมรับในฐานะนักกีตาร์ฝีมือระดับพระกาฬและเป็นนักดนตรีที่มากด้วยความสามารถคนหนึ่ง
Extreme ออกผลงานมาได้ 4 ชุดในช่วงระหว่างปี 1989-1995 หลังจากนั้นจึงประกาศสลายวงในปี 1996 โดยที่ Nuno ได้ออกมาทำผลงานเดี่ยวของตัวเองในชุด Schizophonic ภายใต้สังกัดA&M Records จากนั้นจึงมาทำโปรเจ็กต์ส่วนตัวในชื่อว่า Mourning Widows ซึ่งมีผลงานออกมา 2ชุด จนกระทั่งมาถึงปัจจุบันที่ Nuno กำลังง่วนอยู่กับการทำงานในอีกโปรเจ็กต์หนึ่งที่มีชื่อเรียกว่าPopulation 1 โดยมีผลงานอัลบั้มออกมาแล้ว 1 ชุด กับผลงาน EP ชุดใหม่อีก 1 ชุด และกำลังจะมีผลงานอัลบั้มชุดที่ 2 ตามมาอีกในอนาคตอันใกล้นี้
ความฉกาจฉกรรจ์ในฝีมือการเล่นกีตาร์ของ Nuno Bettencourt นั้นเป็นที่ยอมรับกันมานานแล้ว ซึ่งพิสูจน์ได้จากการที่เขาสามารถมีกีตาร์ที่เป็นโมเดลซิกเนเจอร์ของตัวเองตั้งแต่เมื่อครั้งที่ออกผลงานเพียงชุดแรกเท่านั้น ซึ่งการที่มือกีตาร์สักคนหนึ่งจะมีกีตาร์ที่เป็นโมเดลของตัวเองนั้นไม่ใช่เรื่องที่จะมีกันได้ง่ายๆ กีตาร์ตัวดังกล่าวจัดทำขึ้นโดยบริษัทกีตาร์ชื่อดังของอเมริกา Washburn ในชื่อรุ่นว่าN4 Nuno Bettencourt Signature Model ที่ Nuno เป็นผู้ร่วมออกแบบด้วยตัวเอง
Nuno Bettencourt เขาคือหนึ่งในมือกีตาร์ขวัญใจคนดนตรีและมือกีตาร์ทั่วโลก โดยเฉพาะในประเทศญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ ที่ Nuno ได้กลายเป็นขวัญใจคนทั้งประเทศไปแล้ว แม้กระทั่งในประเทศอเมริกายังเรียก Nuno ว่าเป็น "The Last Real Guitar Hero" ( หรือกีตาร์ฮีโร่คนสุดท้าย )!!! สำหรับในประเทศไทย Nuno Bettencourt สามารถกุมหัวใจแฟนเพลงและเป็นฮีโร่ในดวงใจให้กับนักดนตรีชาวไทยมากมาย ช่วงระหว่างทศวรรษ '90 Nuno Bettencourt เป็นมือกีตาร์ที่เป็นนายแบบขึ้นปกหรือมีเรื่องราวของเขาลงในนิตยสารดนตรีในบ้านเราแทบทุกฉบับ ทั้ง Music Express, Crossroad, Quiet Storm, บันเทิงคดี และอีกมากมาย
สำหรับนักฟังเพลงหรือนักดนตรีที่มีอายุตั้งแต่ 28 ปีขึ้นไปหรือผู้ที่ชื่นชอบบทเพลงในยุค '90ไม่มีใครที่ไม่รู้จัก Nuno และวง Extreme และสำหรับเด็กรุ่นใหม่หลายคนอาจจะเคยได้รับรู้เรื่องราวของชายคนนี้มาบ้างจากตำนานที่ถูกบอกเล่าต่อๆกันมา หรือหลายคนที่กำลังศึกษาเรื่องราวเกี่ยวกับดนตรีย้อนยุคทุกคนจะต้องรู้จักและคุ้นเคยกับชื่อ Nuno Bettencourt นี้เป็นอย่างดี
ผลงานของ Nuno Bettencourt
ผลงานของ Nuno Bettencourt กับวง Extreme
Extreme (1989)
ผลงานชุดแรกของ Extreme มีซาวด์ดนตรีออกไปทางฟังค์/ร็อค และมีกลิ่นอายดนตรีในแบบ Van Halen ที่ทางวงได้รับอิทธิพลมา และต้องถือว่าการเล่นกีตาร์ของ Nuno ในชุดนี้เป็นจุดเด่นไฮไลท์ของงาน
Pornograffittii (1990)
ผลงานลำดับที่ 2 ที่ยังคงเต็มไปด้วยสีสันดนตรีทุกรสชาติ ตัวดนตรีและงานกีตาร์เข้มข้น มีทั้งความหวานและความมันส์ เพลงที่ประสบความสำเร็จสูงสุดในชุดนี้ต้องยกให้กับบทเพลงบัลลาดอย่าง "More Than Word" และ "Hole Hearted" โดยที่ More Than Words ได้รับความนิยมท่วมท้นติดอันอับ 1 ช้าต Billboard และอันดับ 2 ช้าตเพลงอังกฤษ และยังไม่นับที่ติดอันดับท็อปช้าตในอีกหลายๆประเทศทั่วโลก แม้แต่ในประเทศไทย ที่เรายังสามารถได้ยินเพลงนี้ถูกเปิดออกอากาศทางรายการวิทยุอยู่ทุกวัน!!! และที่สำคัญคือเพลงนี้ยังได้รับการนำเอาไปคัฟเวอร์ใหม่อีกครั้งโดยวงป็อบยอดนิยมอย่าง West Life ซึ่งก็ประสบความสำเร็จเช่นกัน ส่วน Hole Hearted นั้นก็สามารถขึ้นอันดับ1 Billboard และยังมีเพลงเด่นอื่นๆอีกมากมายในชุดนี้ที่ได้รับความนิยม อาทิ Decadence Dance, Song For Love และ Get The Funk Out เป็นต้น
III Sides To Every Story (1992)
ผลงานชุดที่ 3 ของ Extreme เป็นผลงานที่เข้มข้นทั้งเนื้อหาและดนตรี มีทั้งเพลงบัลลาดเพราะๆและบทเพลงที่แฝงไว้ด้วยปรัชญา ชุดนี้นอกจากจะเล่นกีตาร์ เปียโน คีย์บอร์ด เพอร์คัสชั่นและร้องเองแล้วNuno ยังรับหน้าที่สำคัญอีกอย่างคือการก้าวขึ้นมาเป็นโปรดิวเซอร์เอง และยังแสดงความสามารถในการประพันธ์และเรียบเรียงสกอร์เพลงสำหรับบรรเลงกับวงออร์เคสตร้าด้วยตัวเองอีกด้วย จึงถือได้ว่าเป็นผลงานชุดหนึ่งที่ Nuno ได้แสดงศักยภาพของตัวเองออกมาอย่างเต็มที่ เพลงโดดเด่นในชุดนี้ได้แก่ Rest In Peace, Stop The World, Tragic Comic, Warheads และ Seven Sundays เป็นต้น
Waiting For The Punchline (1995)
ผลงานชุดสุดท้ายในนาม Extreme เป็นงานที่มีซาวด์ดิบๆในแบบ Led Zeppelin และบันทึกเสียงกันในแบบ Live Recording หลังประกาศสลายวง Nuno ก็ออกไปทำงานเดี่ยวของตัวเอง
Nuno Bettencourt Schizophonic
Schizophonic เป็นงานเดี่ยวของ Nuno ที่มีสีสันของดนตรีทีหลากหลาย และฉายให้เห็นอัจริยภาพทางดนตรีที่เจนจัดรอบด้านของ Nuno ไม่ว่าจะเป็นการแต่งเพลงเอง เล่นดนตรีเอง และร้องเอง
Nuno Bettencourt กับโปรเจ็กต์ Mourning Widows
Nuno ออกผลงานกับโปรเจ็กต์นี้ 2 ชุดคือในปี 1999 กับชุด Mourning Widows และในปี 2000 กับชุด Furnished Souls For Rent ลักษณะของผลงานโดยรวมออกไปทางฮาร์ดร็อค ฟังค์ร็อค ผสมผสานด้วยกลิ่นอายของดนตรีอัลเทอร์เนทีฟ
ผลงานล่าสุดกับวง Population 1
Population 1 เป็นโปรเจ็กต์ล่าสุดของ Nuno Bettencourt ออกผลงานชุดแรกในชื่อชุด Population 1ในปี 2002 ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างท่วมท้นในประเทศญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ โดยเฉพาะ Nuno นั้นในสายตาคนญี่ปุ่นเขาคือมือกีตาร์ฮีโร่อันดับต้นๆและเป็นที่ยอมรับและได้รับความนิยมในหมู่นักฟังเพลงและนักดนตรีชาวญี่ปุ่นอย่างเหนียวแน่น และล่าสุดปลายปี 2004 Nuno เพิ่งออกผลงาน EP ในนามPopulation 1 อีก 1 ชุดในชื่อว่า Sessions From Room # 4 ผลงานที่จะทำให้เขากลับมาเป็นที่นิยมในหมู่มือกีตาร์ในอเมริกาได้อีกครั้ง
บทพิสูจน์ความ “เจ๋ง” ของ Nuno!!!
2004 อันดับ 7 "Best Guitarist" จากนิตยสาร Young Guitar ประเทศญี่ปุ่น
2002 อันดับ 5 "Best Guitarist" จากนิตยสาร Young Guitar ประเทศญี่ปุ่น
2000 อันดับ 7 "Best Guitarist" จากนิตยสาร Young Guitar ประเทศญี่ปุ่น
1999 อันดับ 18 "Best Guitarist" จากนิตยสาร Young Guitar ประเทศญี่ปุ่น
1996 อันดับ 5 "Best Guitarist" และ "Best Group" (Extreme) จากนิตยสาร Young Guitarประเทศญี่ปุ่น
1994 อันดับ 3 "Best Guitarist" และ "Best Group" (Extreme) จากนิตยสาร Young Guitarประเทศญี่ปุ่น
1993
- รางวัล "MVP" หรือ Most Valuable Player จากนิตยสาร Guitar World เฉือนชนะคู่แข่งอย่างJoe Satriani, Eddie Van Halen, Slash และ Eric Clapton
- รางวัล "Best Rock Guitar", "Best Rock Guitar Album" (ชุด III Sides), "Best Guitar Solo" จากนิตยสาร Guitar World
1992
- รางวัล "Top Of The Rock", "Song Writer Of The Year", "Solo Of The Year" และ"Guitar LP Of The Year" จากนิตยสาร Guitar For The Practicing Musician ของอเมริกา
- รางวัล "New Talent" (มือกีตาร์หน้าใหม่ยอดเยี่ยม), "Best Rock Guitarist" และรางวัลอันดับ 2 สาขามือกีตาร์ "Acoustic Fingerstyle", อันดับ 3 สาขา "Metal" จากนิตยสารGuitar Player ของอเมริกา
- อันดับ 2 "Best Guitarist", อันดับ 1 "Best Guitar Solo" (เพลง Warhaeds), อันดับ 1 "Best Guitar Riff" (เพลง Cupid's Dead) และรางวัล "Best Album" (จากชุด III Sides To Every Story) และอันดับ 2 "Best Group" จากการจัดของนิตยสาร Young Guitar ประเทศญี่ปุ่น
- รางวัล "Act of the Year", "Outstanding Rock Single on a Major Label", Outstanding Pop Single on a Major Label", Outstanding Song/Song Writer" และ "Outstanding Instrumentallist"
- รางวัล "Guitarist of the Year" จากนิตยสาร Metal Edge
1991 Best Guitarist และ Outstanding Rock LP on a Major Label จากรายการ Boston Music Awards
- 28 พฤษภาคม More Than Words ขึ้นอันดับ 1 MTV
- 8 มิถุนายน More Than Words ขึ้นอันดับ 1 ช้าต Billboardในอเมริกาและช้าตเพลงในประเทศอื่นๆทั่วโลกรวมถึงอิสราเอลและฮอลล์แลนด์
1989 ตำแหน่ง "Rising Star" (วงดนตรีดาวรุ่ง) จากรายการ Boston Music Awards
1988 ตำแหน่ง Outstanding Hard Rock Act จาก Boston Music Awards
1987 ตำแหน่ง Outstanding Hard Rock Act จาก Boston Music Awards
ที่มาจาก : www.guitarthai.com
Pop The Sun
วันนี้เรามาพูดถึงมือกีต้าร์ที่เป็นคนไทยกันบ้างครับ หลังจากที่ได้พูดถึงแต่มือกีต้าร์ที่เป็นคนต่างชาติ ของไทยเราก็มีสุดยอดผีมือเหมือนกัน จะมีใครก็ จักรรินทร์ ดวงมณีรัตนชัย หรือ Pop The Sun นั้นเอง เรามารู้จักเขากันครับ
Biography of "Pop The Sun"
ชื่อจริง : นาย จักรรินทร์ ดวงมณีรัตนชัย
ชื่อเล่น : ป๊อบ
เกิดวันที่ : 2 ตุลาคม พ.ศ. 2513
สถานที่เกิด : จังหวัดกรุงเทพ
การศึกษา : ปริญญาตรี วิศวกรรมศาสตร์ สาขาเครื่องกล มหาวิทยาลัยเชียงใหม่(ได้ใช้บ้างไม๊ที่เรียนมา ..5..5)
งานหลัก : เล่นและฝึกฝนกีตาร์ แต่งเพลง เป็นโปรดิวเซอร์และ์ ซาวด์เอนจิเนียร์ ์เขียนคอลัมน์ Guitar Man สอนเทคนิคและทฤษฎีเกี่ยวกับการเล่นกีตาร์ในนิตยสาร Overdrive รายเดือน
งานอดิเรก : อ่านหนังสือกีตา์ร์ ค้นคว้าหาข้อมูลเกี่ยวกับกีต้าร์ทาง Internet ท่องเที่ยวไปตามเกาะที่มีชายหาดสวยๆ และ เล่นสนุกเกอร์
ประวัติการเล่นการดนตรี
พี่ป๊อบเริ่มจับกีตาร์ครั้งแรกตั้งแต่อายุ 10 ขวบ ด้วยแรงบันดาลใจจากรุ่นพี่ญาติผู้ใหญ่แห่งเกาะสมุยซึ่งมีนามว่า "โึ่กเปี๊ยก" ได้จุดชนวน ลากวิญญาณ ดิบแห่งการเล่นกีตาร์ของเขาออกมา ด้วยคำถามที่ว่า "เฮ้ยมีกีตาร์โปร่งอยู่ที่บ้าน ทำไมไม่ฝึก เล่นกันวะ" ตอนนั้นครอบครัว ดวงมณีรัตนชัย ที่ประกอบ ด้วย 3 ใบเถา เปิ้ล ปอน ป๊อบ จึงได้กระโดด ออกมาคว้ากีตาร์ โปร่งเก่าๆ์ที่มีอยู่ตัวเดียว กระชากหัวใจร็อคออกมาฟาดฟัน แย่งความเป็นหนึ่ง ด้วยการ ฝึกฝนการเล่นกีตาร์ในสไตล์ ของตัวเอง แต่เนื่องด้วยเหตุผลที่พี่ป๊อบเป็นคนที่มีี่นิ้วมือสั้นกว่าคนอื่น ผนวกกับพลังใจ ที่ชอบฟังเพลงใน หลายๆ สไตล์ ทุกรูปแบบตั้งแต่สมัยเด็กๆ กับ จิตใจที่แน่วแน่ในการฝึกฝน (โดยส่วนตัวผม อยากจะใส่คำว่า พรสวรรค์ ลงไป ด้วย) จึงทำพี่ป๊อบฝึกฝนหนักกว่าพี่ีๆ และทำให้การฝึกฝนของพี่ป๊อบ ค่อนข้่างรุดหน้าไปอย่างรวดเร็ว
ด้วยวัยเพียง 13 ปี เขาก็สามารถเล่นเพลงร็อค ที่มีการโซโล กีตาร์ที่เรียกว่าไม่ง่าย อย่า์ง Rock Bottom และ Highway Star ได้อย่างไม่ยากเย็น จากวัยนั้นจนกระทั่งเริ่มเข้าเรียน ในระดับอุดม ศึกษา พี่ป๊อบก็ยังคงฝึกฝน การเล่น กีตาร์ของ เขาให้แข็งแกร่งขึ้น ศิลปินกีตาร์ ที่มีสไตล์การเล่นใหม่ๆ อย่างเช่น Michael Schenger, Randy Rhoads, Jake E.Lee, Yngwie J. Malmsteen (และ อีกหลายๆคน เยอะไปหมด) ถือเป็นมือกีตาร์ ที่มี อิทธิพลต่อการเล่นกีตาร์ ของ เขาโดย ตรง
จนกระทั่งเข้าศึกษา ใน มหาวิทยาลัย เชียงใหม่ในคณะ วิศวกรรมศาสตร์ สาขาเครื่องกล ก็ได้เข้าร่วมเล่นดนตรีกับ วงคณะ ในนามวง Force มีชื่อเสียงโด่งดังมีแฟนๆ ติมตามไปดู คอนเสิร์ต ของ Force ทุกที่ที่มีการจัดขึ้น ในขณะที่ศึกษาอยู่ในมหาวิทยาลัย พี่ป๊อบก็ยังคงฝึกฝนการเล่นกีตาร์ของ เขา ควบคู่ไปกับการเรียนอย่างขมักเขม้น จากกีตาร์ไฟฟ้าตัวแรกของเขา คือ Maya ที่มี Body สีชมพู (เพ้นท์เอง) ในสไตล์ Racer X กับ คอกีตาร์ของ Kimus ที่ได้ผ่านการ Scallopด้วย มือของเขาเองจาก Workshop รุ่นพี่เพื่อนซี้ นาม บัญชา ไทยประเสริฐ (ทุกวันนี้ ก็คือ Key Man คนสำคัญที่เป็นที่ปรึกษาของพี่ป๊อบทางด้าน Electronic Effects ทั้งหลาย)
จนมาถึงปีที่ 3 ที่เขาได้มีกีตาร์ตัวใหม่ที่มีคันโยกแบบที่เขาอยากได้ มาฝึกฝน มาเป็นของตัวเอง (Steve Vai Jem 777 ลายดอกไม้ ที่พวกเราเห็นจากอัลบั้มหินเหล็กไฟ ชุดที่ 1, ขอขอบคุณ พี่หมู คาไลโดสโคป สำหรับการให้คำปรึกษา และ คำำแนะนำ ในการเลือกซื้อกีตาร์ และช่วยพาไปเลือกกีตาร์ตัวนี้มา) โดยที่กีตาร์ตัวนี้ได้รับการอุปถัมถ์จากคุณพ่อ คุณ
ผ่านพ้นช่วงเวลา 4 ปี กับ 1 ซัมเมอร์ ของชีวิตมหาวิทยาลัย พี่ป๊อบก็เดินทางกลับมากรุงเทพ เพื่อเข้าร่วมเล่นดนตรีที่ได้รับ การทาบทาม จากพี่โป่ง และ พี่รงค์, อดีตนักร้องและมือเบส ของดิโอฬารโปรเจค, ที่กำลังจะฟอร์มวงร็อค วงใหม่ ในระยะเวลาไม่นานกระบวนการ ค้นหามือกีตาร์คู่อีกคน กับมือกลอง ซึ่งก็คือ พี่โตและน้าหมาน ก็เสร็จสมบูรณ์ และ เกิดเป็น วง "หินเหล็กไฟ" (จากการตั้งชื่อวง ของ น้าทิวา่ สาระจูฑะ บ.ก. แแห่งนิตยสารสีสัน) ที่ได้รับความนิยม มีเพลงฮ็อตฮิตติดหูสาวกเพลงร็อค หูเหล็กทั้งหลาย ออกอัลบั้มเพลง 2 ชุด ได้รับการต้อนรับจากแฟน เพลงอย่างอบอ่น จนกระทั่ง จบยุคของหินเหล็กไฟ ก็ได้มีการฟอร์มวงใหม่จาก สามชิกชุดเดิม บางส่วนมาเป็น "เดอะซัน" สร้างผลงานเพลงร็อคในสไตล์ เดอะซัน และ กีตาร์ของป๊อบเดอะซัน ออกอัลบั้มเพลงมา 3 ชุด กับวีดีโอสอน เทคนิคการเล่นกีตาร์ของพี่ป๊อบเองอีกหนึ่งชุด
ในปัจจุบัน ทั้งวง เดอะซัน และ ตัวพี่ป๊อบเอง ก็ยังคงโลดแล่น อยู่ในวงการดนตรีเพลงร็อคเมืองไทย เป็นที่รู้จักกันในนาม วงร็อครุ่นใหญ่ฝีมือเก๋า กับ ในนามมือกีตาร์ฮีโร่ ชั้นแนวหน้าของเมืองไทย ที่จุดชนวนให้เกิดเด็กๆ มือกีตาร์รุ่นใหม่ๆ ที่มีทั้งพลังและฝีมือสร้างสรรค์ผลงานดนตรีที่มีคุณภาพ เป็นสังคมร็อคที่อบอุ่น อยู่เคียงข้างแฟนเพลงชาวร็อคหูเหล็กเมืองไทยมาจนกระทั่้งทุกวันนี้
ประวัติการเข้าวงการดนตรี
ปี พ.ศ. 2536 เริ่มต้นเข้าวงการดนตรีในนามของวง หินเหล็กไฟ ในตำแหน่งมือกีตาร์โซโล กับ อัลบั้มแรกของวง หินเหล็กไฟ ในอัลบั้มนี้ มีเพลงฮ็อตฮิตจากการแต่งเนื้องร้อง ของพี่โป่ง และ ดนตรีจากพี่โต ที่ทำให้หินเหล็กไฟเป็นที่รู้จักกันไปทั่วทั้ง 7 ย่านน้ำจากพ่อแม่พี่น้อง ไปจนถึง ลูกหลานตัวเล็กๆ ก็ยังร้องกันเป็น คือ "นางแมวยั่วสวาท" และ เพลงที่ส่งผลให้พี่ป๊อบเป็นที่รู้จักกันในนามของมือกีตาร์ รุ่นใหม่ไฟแรง ที่หลายคน จับตามอง คือ เพลง "สู้" และ "ร็อคเกอร์" โดยเฉพาะเพลง "สู้" จัดเป็นเพลงร็อคในสไตล์ นีโอคลาสสิคที่มีลวดลาย และ แนวทางในการโซโลกีตาร์ ที่สวยงาม รวดเร็ว และ บาดใจสาวกหูเหล็กทั้งหลาย นักกีตาร์รุ่นใหม่หลายคนมีความใฝ่ฝันที่อยากจะเล่นเพลงนี้ให้ได้ และ ก็มีการใช้เพลงนี้เป็น เพลงที่ีเล่นในการประกวด Guitar Contest ที่มีการจัดขึ้นหลายครั้ง
ปี พ.ศ. 2538 ร็อคเพื่อนกัน ระหว่างการรอคอยการออกอัลบั้มชุดใหม่ของ หินเหล็กไฟ ก็มีอัลบั้มคั่นเวลา ที่มีการรวมเพลงของศิลปินร็อค ชื่อดังถึง 3 วง นั่นคือ หินเหล็กไฟ ไฮร็อค แหละ พี่หรั่ง ร็อคเครสตร้า อัลบั้มนี้ก็เป็นการรวมเอาเพลงฮิตของทั้ง 3 ศิลปิน รวมทั้ง เพลงที่แต่งขึ้นมา ใหม่เป็น พิเศษ สำหรับอัลบั้มนี้ นั่นคือ "เพื่อนกัน" และ "สัญญาปีศาจ" ซึ่งเพลง "สัญญาปีศาจ" ก็เป็น เพลงร็อคโดนใจอีกเพลงที่มีแนวทางในการ โซโลกีตาร์ ที่น่าสนใจ เพลงนี้นอกจากจะมีท่วงทำนองแบบร็อคแท้ดั้งเดิมที่แสดงพลังของการเล่นเพนตาโทนิคที่รวดเร็ว แล้วก็ยังมีการผสมผสาน ลูกโซโล่ ในแนวคลาสสิคที่ รวดเร็วและดุดัน ที่ทำให้ชาวร็อค และมือกีต้าร์รุ่นใหม่ทั้งหลายได้ทึ่งในความสามารถที่เชื่อขนมกินได้ของพี่ป๊อบ อีกครั้ง
ปี พ.ศ. 2538 การกลับมาอีกครั้งอย่างอลังการของวงร็อคชั้นแนวหน้าของเมืองไทย กับอัลบั้มที่สะท้อนให้เห็นการพัฒนาทางด้านดนตรี ของพวกเขา ในชุดที่ชื่อว่า คนยุคเหล็ก ดนตรีที่ดุดัน รวมถึงเนื้อร้องที่เข้มข้นขึ้นผนวกกลับความลงตัวของเพลงรักหวานๆในสไตล์ หินเหล็กไฟ ทำให้พวกเค้า กลับมาผงาดบนเวที่เพลงร็อคอีกครั้ง ในชุดนี้มีเพลงร็อคที่มีการโซโลที่น่าสนใจอย่าง "หวาดระแวง" และ "โิอกาส" ที่ยังคงไว้ของการ เล่นกีตาร์ ในสไตล์ที่เป็นตัวของตัวเองของพี่ป๊อบ, Context และ Groove ที่แสดงให้เห็นถึงตัวโน้ตแต่ละตัวนั้น ได้ผ่านการกลั่นกรองมาจาก มันสมองของพี่ป๊อบ อย่างละเอียดถี่ถ้วน
ปี พ.ศ. 2539 The Sun 1 หลังจากการแยกตัวไปของสมาชิกหินเหล็กไฟบางส่วน การฟอร์มตัวใหม่จากสมาชิกชุดเก่าส่วนหนึ่ง คือพี่โป่ง พี่ป๊อบ มือกลองชาวฟิลิบปินส์ เลสเตอร์ ซี เอสตาบาน กับ สมาชิกใหม่ มือเบสฝีมือเข้มข้น อย่างพี่ทักษ์ ก็เกิดเป็น วงร็อคพันธุ์ใหม่ ที่มีวิสัยทัศน์ เจนจัดกว่าเดิม อย่าง เดอะซัน และ นี่คือที่มาของ ฉายา ป๊อบ เดอะซัน มาจนทุกวันนี้ ในอัลบั้มเดอะซันชุดแรกนี้ ถือเป็นการ เปิดเกมส์ ลองตลาด เพลงร็อค ในอีก สไตล์ ของสมาชิกในวง เพลงร็อคที่ แสดงถึงความลงตัว ของความหนักแน่นในความเป็นร็อค และ การComposition ของทั้งท่วง ทำนอง เนื้อร้อง และ สไตล์การเล่นกีตาร์ของพี่ป๊อบ ในอีกรูปแบบหนึ่ง ทำให้การกำเนิดของเดอะซันในหัวใจของแฟนเพลงร็อคชาวไทย ดำเนิน ไปได้อย่างไม่ยากเย็น เพลงร็อคในลักษณะ moderate beat แต่หนักหน่วงไปด้วยไลน์กีตาร์ และ โซโลเมโลดี้ที่เน้นอารมณ์ล้วนๆ อย่าง "รักเป็นบาป" ผนวกกับร็อคที่หนักแน่นที่ยังคงไว้แห่งกลิ่นอายของ หินเหล็กไฟ อย่าง "Are you ready to rock?" ทำให้ชื่อของเดอะซันวิ่งขึ้น สู่ตำแน่งวงร็อคชั้นแนวหน้าของเมืองไทยในเวลาต่อมา
ปี พ.ศ. 2540 The Sun 2 เดอะซัน ได้กลับมา้ตอกย้ำความสำเร็จของตัวเองให้ชัดเจนขึ้น จากการ ออก อัลบั้มชุดที่ 2 ตามมา มีชื่อชุดว่า เสือ สิงห์ กระทิง แ์รด โดยในชุดนี้ นอกจากจะคงไว้ซึ่งความเป็น ร็อค ในสไตล์ เดอะซัน ก็ยังมีการเพิ่มเติมสีสันและความสนุกสนานให้กับ Rhythm และ Melody ทำให้เดนตรีในชุดนมีอรรถรสแห่งร็อค และ แดนซ์ ให้แฟนๆได้ทั้งโยคหัว และ เขย่าสะโพกไปพร้อมๆกัน เพลงที่น่าสนใจ ที่มีการโซโล กีตาร์ที่รวดเร็ว (แต่ราบลื่น เหมือนนั่งรถไฟเหาะบนรางผ้าไหม) ตามสไตล์ป๊อบเดอะซัน อย่างเช่น "Playboy" ก็ยังมีการใส่ลูกเล่น เทคนิคการใช้ คันโยก ที่เรียกได้ว่าแปลกหู ชนิดหาฟังจากศิลปินดังๆในอเมริกาก็ยังไม่ง่ายนัก แต่พี่ป๊อบของเราก็ได้ตั้งใจคิดออกมาให้เราฟังกัน เพื่อให้น้องๆ รุ่นหลังๆได้เห็นแนวทางการพัฒนาเทคนิคการเล่นกีตาร์ออกไปให้หลากหลาย
ปี พ.ศ. 2543 The Sun 3 หลังจากหมดสัญญากับ RS Promotion เดอะซัน ก็ได้รับการต้อนรับเข้่าสู่ครอบครัวใหม่คือ ค่ายดนตรี เบเกอรี่มิวสิค กับผลงานชุดที่ 3 ที่มีชื่อว่า ถนนพระอาทิตย์ ผลงานในชุดนี้ ก็ยังคงไว้ซึ่งจุดยืนของร็อคในสไตล์ เดอะซัน ที่มีความหนักแน่น ของทั้ง เนื้อร้อง และดนตรี ผนวกเข้ากับ แนวความคิดในการเล่นกีตาร์ใหม่ๆ ที่ได้มาจากการสั่งสมประสบการณ์ทางด้านดนตรีของพี่ป๊อบ กับ อิทธิพล จากการศึกษา ดนตรีจากมือกีตาร์ รุ่นใหม่ๆ จากทางตะวันตก เข้ามาผสมผสานให้เกิด ทั้งความหลากหลาย และ รักษาไว้ซึ่งความสนุกสนาน แบบ ร็อคไทยๆ ไว ้ จึงได้เกิดเพลงอารมณ์ดี อย่าง "รัสปูติน" และ สนุกสนาน แบบ "Welcome to the party" ขึ้น ส่วนเพลงร็อคในสไตล์อคูสติก หวานๆ แบบOpen Harmony Chord อย่าง "ฉันไม่ใช่" ก็เป็นอีกเพลงที่ทำให้เสน่ห์ของเดอะซัน และสไตล์การเล่นกีตาร์ที่มีหลากหลายรูปแบบของพี่ป๊อบ ได้กำหัวใจ ของแฟนเพลงไว้อีกครั้ง
ปี พ.ศ. 2545 The Olarn Project อัลบั้มรวมฮิตเฉพาะกิจของพี่โอ้ โอฬาร พรหมใจ ที่ตัดสินใจ ชักชวนพี่โป่ง และ เดอะซัน เข้ามา สร้างสรรค์ผลงาน ดนตรีร่วมกัน โดยนำเอาเพลงฮิต ของดิโอฬารโปรเจ็ค มา รีอะเร็นจ์ ใหม่ พร้อมกับ เพิ่มเพลงใหม่ของทั้ง พี่โอ้เอง และ ของ พี่ป๊อบ เข้าไป ทำให้ อัลบั้ม ดิโอฬารคลาสสิคชุดนี้ เป็น อีกอัลบั้มหนึ่ง ที่แฟนๆเพลงร็อคเมืองไทยไม่อยากที่จะพลาดในการเก็บสะสม เพลงที่น่าสนใจ และมีการถามหา วิธีการเล่นกันอยู่เนืองๆ บนWeb Board กีตาร์หลายๆแห่ง อย่าง "เงินบนดาวอังคาร" ก็จัดเป็นเพลงร็อคอีกเพลง ที่มีการนำ เอาสไตล์การเล่นของ ร็อคยุคดั้งเดิม ผสมผสานกับเทคนิคแนวใหม่ ให้ทั้งลูกโซโล และ ริทั่มไลน์ มาทำให้เกิดความแปลกหู น่าติดตาม นอกเหนือจากนี้ การผสมผสาน ระหว่างแนวดนตรีของ ดิโอฬารโปรเจ็ค และ เดอะซัน ก็ทำให้อัลบั้มชุดนี้มีความหลากหลาย และคลาสสิค ดั่งชื่ออัลบั้ม และทำให้แฟนๆเพลงของศิลปินทั้ง 2 กลุ่มเกิดการรวมตัวเป็นกลุ่มแฟนเพลงร็อคกลุ่มใหญ่ที่แสดงให้เห็นถึงพลังของเพลงร็อค กับมิตรภาพของผู้มีหัวใจร็อคด้วยกัน
ปี พ.ศ. 2545 Pop The Sun VCD หลังจากพักงานดนตรีกับอัลบั้มเพลงไปพักใหญ่ๆ ผนวกกับพลังใจของแฟนๆมือกีตาร์พันธุ์ใหม่ ที่อยากจะเห็น และ ถามกันมามากมาย กับ Private Lesson และ Secret ของ ป๊อบเดอะซัน พี่ป๊อบจึงตัดสินใจ ร่วมมือ กับ Tone Project ของ อ.ปราชญ์ แห่ง Prart Music ทำวีดีโอ สอนเล่น กีตาร์ ในสไตล์ ป๊อบ เดอะซัน ขึ้นออกสู่สายตาแฟนเพลงนักกีตาร์รุ่นน้อง ให้ได้ฝึกกันตาม ปรารถนา โดยนอกเหนือ จากการรวบรวม Licks หรือ Exercisesที่พี่ป๊อบเคยใช้ฝึกจนมาเป็นพี่ป๊อบ ทุกวันนี้แล้ว ก็ยัีงได้รวม การสอนเล่น ลูกโซโล เพลงยากๆ ที่หลายคนอยาก จะเล่นได้ อย่างเพลง "สู้" และ "ร็อคเกอร์" ไว้ด้วย อีกทั้งยังรวมไปถึงการแนะนำอุปกรณ์ กีตาร์ และ Effect ที่พี่ป๊อบใช้ ทั้งเบื้องหน้าบนเวทีคอนเสิร์ต และ เบื้องหลังในห้องอัด เอาไว้ให้ น้องๆ ผู้ที่มีใจรัก และ ต้องการ เดินบนถนนเส้นทางดนตรีสายนี้ เอาไว้ศึกษาเป็นแนวทางด้วย ส่วนที่หาดูได้ยากอีกส่วน คงเป็น Feature พิเศษ ที่มีให้ชมกันใน DVD version ที่เป็น ภาพในอดีตของป๊อบ เดอะซัน ตั้งแต่ สมัย เล่นกีตาร์ ตอนเด็กๆ ตอนมหาวิทยาลัย กับ วง Force และ Show "โซโลกีตาร์ผีสิง" จากงาน Short Charge Shock Rock Concert ที่บอกได้เลยว่าหาดูที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว กับแฟนพันธุ์แท้ของ ป๊อบ เดอะซัน
ปี พ.ศ. 2549 ก็ได้ออก VCD The Guitar Of POP THE SUN Vol.2เป็นการนำเอาเรื่องราวต่างๆ ใน VCD กีต้าร์ชุดแรก มาขยายความ ทั้งในส่วนของเทคนิค ไม่ว่าจะเป็น Arpeggio, Speed Picking และ Legato ฯลฯ ที่มากกว่างานชิ้นแรก รวมทั้งเพลงที่แฟนๆ ถามถึงจากหลากหลาย อัลบั้ม ตั้งแต่ หิน เหล็ก ไฟ ชุดแรก จนถึง The Sun ชุดล่าสุด และ หิน เหล็ก ไฟ ครบรอบ 10 ปี ที่อธิบาย และสาธิต ทุกแง่มุม
ที่มาจาก : http://popthesunmusic.com/index.php
วันพุธที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2553
Les Paul
Les Paul "The father of the electric guitar" / Greatest Guitarists of All Time ปี 2003 จาก Rollin Stone เสียชีวิตแล้ววันนี้ด้วยโรคปอดบวม ในวัย 94 ปี ที่รพ. White Plains Hospital ใน New York ท่ามกลางเพื่อนสนิทและครอบครัว
โดยกีตาร์ไฟฟ้ารุ่นแรกในชื่อของ Les Paul เซ็นสัญญาร่วมกับ Gibson ครั้งแรกด้วยการใช้ชื่อของตัวเอง ถือกำเนิดขึ้นในปีั 1952
มีนักดนตรีนักดนตรีระดับโลกมากมายที่เลือก ใช้กีตาร์ Gibson Les Paul เป็นอาวุธคู่กาย ประกอบไปด้วย
Jimmy Page จาก Led Zeppelin, Pete Townshend ,Steve Howe จาก Yes, Al DiMeola และ Slash
Michael Angelo Batio เกิดปี ค.ศ. 1956 เป็น ชาวสหรัฐ เขาเป็นมือกีตาร์ลิสต์ (guitarists) เร็วที่สุดในโลก (ค.ศ.2003) เขาเล่นเปียโนตั้งแต่อายุ 5 ขวบ เริ่มเล่นกีตาร์ตอนอายุ 10 ขวบ เริ่มเล่นแจ๊สกีตาร์ตอนอายุ 14 ปี ฯ
ใครที่ได้ดูการแสดงของไมเคิล เองเจโล คงจะรู้สึกคล้ายกัน “เขาเหมือนปีศาจ มากกว่าคน” เวลาที่เขาเล่นกีตาร์ มือกีตาร์โดยปรกติทั่วไปจะทำไม่ได้อย่างนี้ อยากจะรู้ว่าเหมือนปีศาจยังไงต้องดูคลิปให้จบ
ไม่มีอะไรเกิดขึ้นมาเองลอยๆโดยไม่มี เหตุผล เขาเก่งกว่าทุกคนเพราะเขาเรียนรู้และฝึกซ้อมมากกว่าทุกคน นี่เป็นเหตุผลที่ทำให้คนกลายเป็นยอดมนุษย์
ดูข้อมูลของไมเคิล แองเจโล (Michael Angelo Batio) ได้ที่ http://en.wikipedia.org/wiki/Michael_Angelo_Batio